ข้อมูลพืชแต่ละชนิด

ส้ม

นับเดือนที่ตัดแต่กิ่ง หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดหลักเสร็จเริ่มนับเป็นเดือนที่1 หลังการเก็บเกี่ยวส้มเริ่มแตกใบอ่อนหรือแตกใบอ่อนพร้อมดอก หลังการตัดแต่งกิ่ง7-10วันและจะแตกใบอ่อนหรือพร้อมดอก ทุก2-3เดือนในกิ่งที่ยังไม่ติดผล จนอากาศเย็นจึงหยุดแตกใบอ่อนระยะนี้ชาวสวนส้มควนพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเพลี้ยไก่แจ้ หนอนใบชา เพลี้ยอ่อนทุกครั้งที่มีการแตกใบอ่อน ระยะการผลิยอดอ่อน ควรระมัดระวังการทำลายของเพลี้ยไฟเพราะฉะนั้นชาวสาวส้ม ควรเริ่มพ่นสารเคมีตอนใบเริ่มคลี่ และควรพ่นเพียง 2ครั้ง ห่างกัน14วัน โดยสารที่ใช้ฉีดเป็นสารประเภทดูดซึมสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกส้มในสัปดาห์นี้ ระยะการผลิยอดอ่อน เกษตรกรควรระวังศัตรูพืช ดังนี้...

  • เพลี้ยไฟ จะดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ส้มใบอ่อนหงิก แห้งกรอบ และผลส้มจะมีริ้วรอยดังนั้นควรฉีดพ่นสารเคมีอิมิดาโคลพริด 10 มิลลิตร ต่อ น้ำ 20 ลิตรหรือ อะเซททามิพริด 5 กรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นรอบทรงพุ่ม แต่ควรฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 14 วัน
  • เพลี้ยไก่แจ้ส้ม เป็นพาหะของโรคกรีนนิ่งควรฉีดพ่นด้วยสาร สารเคมีอิมิดาโคลพริด 8 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และสารแลมบ์ไซฮาโลทริน 15มิลลิตรต่อ 0 ลิตร ฉีดพ่นรอบทรงพุ่ม แต่ควรฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 14 วัน

ลำไย

ในช่วงสัปดาห์ของเดือนพฤษภาคม เป็นการเตรียมความพร้อมของต้นเกษตรกรควรมีการ ป้องกันแมลงช่วงแตกใบอ่อนศัตรูพืชช่วงนี้คือพวกไรสี่ขา 10เปอร์เซ็นต์ ควรพ่นสารกำมะถันผง 10กรัมต่อน้ำ20ลิตร หรือ ฉีดพ่นสาร อามีทราซ 40 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 2 ถึง 3ครั้ง และเว้นระยะที่ควรห่างกัน 7 วันและศัตรูอีกอย่างที่ควรระวังคือ หนอนคืบ ถ้าตรวจดูมีปริมาณเกิน 20เปอร์เซ็นต์ ฉีดพ่นสาร คาร์บาริล 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรและในช่วงนี้เกษตรกรควรดูแลด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร0-46-0 ผสม 0-0-60 สัดส่วน1:1 ประมาณ 1-2กิโลกรัมต่อตันการดูแลการเตรียมความพร้อมอีกอย่างคือการพ่นเคมี 0-52-34อัตรา 150 กรัม ต่อ น้ำ20ลิตร จำนวน 2 ครั้ง ห่าง 10-14วัน

มะม่วง

การดูแลหลังการเก็บเกี่ยว อยู่ในช่วงของการตัดแต่งกิ่ง ต้องตัดแต่งกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่ม กิ่งแห้งตาย และควบคุม การตัดแต่งกิ่งต้องดูตามสภาพความเหมาะสมของแต่ละสวนด้วยการตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มนั้นควรให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึงทั้งทรงพุ่มโปร่งการดูแลอีกอย่างคือการใส่ปุ๋ย เกษตรกรควรเลือกเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย อัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อต้น ควบคู่กับการใส่ปุ๋ยเคมี 46-0-0+15-15-15 อัตรา 1-2กิโลกรัมต่อต้นการให้น้ำในช่วงนี้ถ้าไม่มีฝน ควรมีการให้น้ำเพื่อเร่งให้ต้นและให้มีการเจริญเติบโตได้ดี เกษตรกรควรตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ และควรป้องกันการเข้าทำลานของเชื้อราในสภาพความเชื้อสูงด้วย

ส้มโอ

ในช่วงของส้มโอจะอยู่ในช่วงของระยะผลกำลังเจริญเติบโต ในช่วงนี้เกษตรกรควรปฏิบัติดังนี้
  • ตรวจดูไรแดงและไรสนิมที่ผลหากพบการทำลายให้พ่นสารกำจัดไรแดง เช่น กำมะถันผง
  • การพ่นสารกำจักเชื้อรา ด้วยการฉีดพ่น สารซีเน็บหรือแมนโคเซ็บ เพื่อป้องกันโรคกิ่งแห้งและแอนแทรคโนส และที่สำคัญในหน้าฝนต้องระวังโรคแคงเกอร์ การป้องกันทำได้โดยการตัดแต่งกิ่งออกไปเผาทำลายให้หมด
  • มีข้อแนะนำสำหรับพันธ์ทองดี เกษตรกรอย่าให้น้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้มีการแตกใบใหม่ ซึ่งจะทำให้ผลล่วงได้ ข้อควรระวังของเกษตรกร คือ การปล่อยให้ติดผลดกมากเกินไปจะทำให้ผลเล็ก และยังทำให้ขนาดไม่สม่ำเสมออีกด้วย เพราะจะทำให้ผลส้มโอแย่งอาหารกันเอง การให้ปุ๋ยหรือการธาตุอาหารแก่ต้นส้มตั้งแต่ระยะเริ่มผลิยอดจนถึงการเก็บเกี่ยวอย่างน้อย แค่3ถึง4ครั้ง

มันสัปหลัง

การเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูก เกษตรกร ควรไถด้วยผาลสาม ลึก 20 ถึง 30 เซนติเมตร สำหรับแปลงปลูกในพื้นที่ลุ่มหรือลาดเอียง ให้ยกล่องขวางแนวลาดเอียง ความสูงของสันร่อง 30 ถึง 40เซนติเมตร ระยะห่างระหว่าง ร่อง 80 เซนติเมตร แนะนำให้เกษตรกร ควรปลูกพืชบำรุงดิน อาทิเช่น ปอเทือง ถั่วพร้า แล้วไถกลบอย่างน้อยก่อนปลูกอย่างน้อย 30วัน เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยทางดินแก่พืช การเตรียมท่อนพันธ์ เกษตรกรควรเลือก เลือกท่อนพันธ์ที่ไม่มีโรค ตัดทิ้งไว้ 15ถึง30 วัน การท่อนต้นมันสัปหลังเพื่อปลูกทะพันธ์ความยาวโดยประมาณ 20เซนติเมตร มีและควรตา ไม่ต่ำกว่า 5 ถึง 7 ตา ตลอดท่อนพันธ์เกษตรกรต้องแช่ท่อนพันธ์ก่อนปลูก เพื่อป้องกันเพลี้ยแป้งมัน ดังนั้นมี การแช่ท่อนพันธ์ เกษตรต้องแช่น้ำยาทิ้งไว้นาน 20นาที ขั้นตอนสุดท้าย คือ การลงมือปลูก เกษตรควร ใช้ระยะปลูกที่มีระยะห่าง 80 ถึง 100 เซนติเมตร กรณีที่มียกล่องปลูกให้ปลูกบนสันร่อง การปลูกมันสัปหลังในช่วงของต้นฝนให้ปักท่อนพันธ์ลึก 5 ถึง10 เซนติเมตรแต่ถ้าปลูกปลายฝนให้ปักท่อนพันธ์ลึก 10 ถึง15เซนติเมตร

ข้าว

การเพราะปลูกข้าว อยู่ในช่วงที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวกันหมดแล้ว หรือบางท้องที่เกษตรกรเริ่มที่จะตระเตรียมปรับสภาพดินแปลงนาเพื่อที่จะทำการเพาะปลูกครั้งต่อไประยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 28-30วัน หลังข้าวออกดอกหลังการเก็บเกี่ยว แล้วจะพักงาน และย่ำฟางข้าวเกษตรกรจะเริ่มมีการปฏิบัติ เพื่อทำให้เหมาะแก่การเพาะปลูก เริ่มจากการไถเตรียมหน้าดินตากแดดหรือ การไถพรวนดิน ครั้งแรกนั้นเพื่อพลิกหน้าดินแล้วเว้นช่วงให้วัชพืชขึ้นมาเพื่อจะไถกลบทำให้เป็นการกำจัดวัชพืชให้ลดลงอีกทางการปรับระดับแปลงนา ให้สม่ำเสมอ เพื่อเตรียมการหว่านเมล็ด โดยจะเป็นแบบนาแห้ง หรือนาตม อยู่ที่พื้นที่การปลูกของแต่ละพื้นที่เพาะปลูกนั้นๆและรักษาระดับน้ำไว้ตลอดเวลาในแปลงนา นอกจากช่วยควบคุมวัชพืชแล้ว ยังมีผลต่อประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืชด้วย



 

รายการโทรทัศน์

ป้ายโฆษณา

ระบบบริหารการเพาะปลูก

ระบบ SMSสมัครสมาชิกระบบบริหารการเพาะปลูกแบบบูรณาการ 52 สัปดาห์ »ที่นี...

ผู้สนับสนุน

นวัตกรรมเกษตร 52 สัปดาห์

ระบบ SMSสุดยอดนวัตกรรมเด่นด้านการเกษตรของประเทศไทยโดยหน่วยงานรัฐ องค์กรและสถาบันต่าง ๆ สนับสนุนให้นักวิจัย นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและคณาจารย์ได้กลั่นกรอง รวบรวมและร้อยเรียงผลงานวิจัยให้เป็นองค์ความรู้ เพื่อเป็นคู่มือสาหรับเกษตรกร และสามารถปรับใช้ได้ในแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดของประเทศไทยที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกัน »รายละเอียด...
FacebookTwitterYoutubeFeedFlickr

Callcenter : 02-967-7014

showช่องทางการรับชมรายการจานดาวเทียม Thai-Com 5 ในระบบ C-band
  • Frequency : 3854 MHz
  • Symbol Rate : 6667 Msym/sec
  • FEC : ¾
  • Polarization : Vertical
showบริษัท กอฟ ทู โกลบอล จำกัด 410/110-111 รัชดาภิเษก 22 ถ.รัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310
  • โทรศัพท์ : 02-967-7017
  • Fax : 02-967-7016
  • Call Center : 02-967-7014