ข่าวประจาวันที่ 5 มิถุนายน 2555 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ข่าว K-Station   
วันพุธที่ 06 มิถุนายน 2012 เวลา 03:08 น.
ข่าวประจาวันที่ 5 มิถุนายน 2555

1. สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด พร้อมแข่งในอาเซียนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว อุตฯการเงินอนาคตรุ่ง ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วกับงาน World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21 ที่เปิดโอกาสให้รัฐบาลและ นักธุรกิจชั้นนาได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในฐานะพาร์ตเนอร์ระดับกลยุทธ์ของงาน World Economic Forum ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และเมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดการพบปะพูดคุยถึงรื่อง "World Economic Forum กับประโยชน์ต่อประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน" กับนางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายไทฮุย หัวหน้าฝุายวิจัยเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และเอเชีย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เป็น 1 ใน 100 องค์กรที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพาร์ตเนอร์ด้านกลยุทธ์ ให้ร่วมดาเนินงานอย่างใกล้ชิดกับ World Economic Forum ในการกาหนดวาระการประชุมในระดับอุตสาหกรรม ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ World Economic Forum on East Asia กับประโยชน์ต่ออาเซียนและประเทศไทย ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างร่วมมือกันเพื่อให้การรวมตัวกันเป็นภูมิภาคแห่งกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจเป็นจริงขึ้นมาภายใต้ชื่อ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งมีเปูาหมายที่จะทาให้สาเร็จภายในปี 2558 การจะทาให้บรรลุเปูาหมายภายใน 3 ปีที่เหลือนั้น ทั้งภูมิภาคอาเซียนจะต้องผนึกกาลังกันทั้งในระดับรัฐและธุรกิจ การประชุม World Economic Forum เป็นวาระที่สาคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยเชื่อมโยงให้เกิดความร่วมมือภายในภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้มีการเจรจาและวิเคราะห์ถึงศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. เครือข่ายการคมนาคมขนส่ง 2. พลังงาน 3. ระบบสาธารณสุขแบบเคลื่อนที่ 4. การท่องเที่ยว 5. การบริการทางการเงิน 6.เกษตรกรรม ภายใต้ธีมการประชุม "Shaping the Region's Future through Connectivity" การประชุมในครั้งนี้จึงไม่เป็นเพียงการประชุมระดับภายในภูมิภาคเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่สาหรับผู้ที่เล็งเห็นศักยภาพ ของอาเซียนทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านภูมิเศรษฐกิจ นางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า ประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียนมีระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากอินโดนีเซีย นับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสาหรับการเจรจาของผู้นาในภาคธุรกิจ และภาคการเมือง ในการกาหนดอนาคตของภูมิภาคร่วมกัน ในขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสในการร่วมกันกาหนดโมเดลการบริหารความเสี่ยง ตลอดจน การพัฒนาในด้านคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืน ในมุมมองของสถาบันทางการเงิน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่าเศรษฐกิจของอาเซียนพึ่งพาธนาคารในฐานะสื่อกลางทางการเงิน ซึ่งทาหน้าที่เชื่อมโยงให้มีการถ่ายเทเงินจากผู้ออมไปยังผู้ลงทุนได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันเงินฝากในภูมิภาคอาเซียนเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากประชากร ในภูมิภาคนี้มีระดับรายได้และความมั่นคงสูงขึ้น รายได้ของธนาคารใน 4 ตลาดหลักในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย ในขณะที่มูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นอันดับ 7 ของโลกรองจากสหรัฐ จีน ญี่ปุุน เยอรมนี บราซิล และสหราชอาณาจักร สาหรับประเทศไทย ตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจของไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 (คาดว่าเท่ากับ 373,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2012) รองจากอินโดนีเซีย แต่หากพิจารณาจีดีพีที่เป็นด้านการเงิน ไทยกลับตกไปอยู่ลาดับที่ 4 รองจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจของไทยยังต้องการการสนับสนุนจากสถาบันทางการเงินอีกมาก และหาก AEC รวมกันได้ภายในปี 2558 โดยธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดเชื่อว่าธุรกิจธนาคารจะยังสามารถรองรับการขยายตัวทางการค้าที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อีกมาก และเชื่อว่ามูลค่าจีดีพีด้านการเงินของไทยจะยกระดับสูงขึ้นอย่างแน่นอน นายไท ฮุย หัวหน้าฝุายวิจัยเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และเอเชีย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีสาขาอยู่ใน 9 จาก 10 ประเทศในอาเซียน ช่วยให้ธนาคารสามารถสนับสนุนให้ธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศของลูกค้าดาเนินได้อย่างสะดวก และยังสามารถสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนได้สาเร็จ ขณะเดียวกันในอาเซียนธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีสาขากว่า 400 แห่ง มีลูกค้ากว่า 4 ล้านคน และมี Relationship Managers ที่ทาหน้าที่ดูแลลูกค้ากว่า 3,200 คน นอกจากนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสาหรับกรอบความร่วมมือระหว่างสมาชิกอาเซียนที่จะต้องขยายไปสู่ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุุน (อาเซียน+3) ธนาคารได้พัฒนาระบบการชาระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศในสกุลเงินหยวน นอกจากนี้ ธนาคารยังมีส่วนสาคัญในการจัดหาแหล่งเงินทุนสาหรับธนาคารเพื่อการส่งออกและนาเข้าแห่งประเทศเกาหลี และฮานาแบงก์ โดยการออกพันธบัตรในสกุลเงินบาทในประเทศไทย เมื่อประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ AEC ข้อได้เปรียบด้านเศรษฐกิจของอาเซียน คือ การมีลักษณะทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย และยังมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไป ดังจะเห็นได้จากการเติบโตของชนชั้นกลาง นอกจากนี้ อาเซียนยังมีทรัพยากรที่จะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อีกเป็นจานวนมาก และด้วยความแข็งแกร่งดังกล่าว ทาให้อาเซียนได้รับการจับตามองว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเป็นแหล่งการเงินที่สาคัญแห่งใหม่ของโลก ขณะเดียวกัน อาเซียนมีผลิตภัณฑ์รวม (จีดีพี) คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของโลกรองจากสหรัฐ จีน ญี่ปุุน เยอรมนี บราซิล และสหราชอาณาจักร โดยมีสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจ และมีอินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย เป็นแหล่งทรัพยากรที่สาคัญ อาเซียนมีแรงงานมหาศาลจากประชากรทั้งสิ้น 600 ล้านคน ดังนั้นด้วยจานวนประชากรมากถึง 600 ล้านคน และมีจีดีพีของทั้งภูมิภาคเท่ากับ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจของอาเซียนนับว่าเทียบเคียงได้กับจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจุดอ่อนของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยการบูรณาการเพื่อสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นักลงทุนต่างประเทศเป็นจานวนมากแสดงความผิดหวังสาหรับความล่าช้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประโยชน์ที่ภาคธุรกิจจะได้รับดูเหมือนจะไม่มากนัก ทาให้ความพยายามดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนไม่มากเท่าที่ควร และความไม่เท่าเทียมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและระบอบการปกครอง ความแตกต่างในเรื่องของรายได้ของประชากร และระบอบการปกครองนับเป็นอุปสรรคใหญ่สาหรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป ต่างเตรียมความพร้อมและรับมือเพื่อเป็นการเปิดโลกกว้างและรองรับการทางานในประชาคมอาเซียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า (บ้านเมือง)

2. นัดเอกชนถกส่งออกโคม่า เร่งมาตรการเชิงรุก-รับ ลุยอาเซียน-อินเดีย-จีน นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า วันที่ 8 มิ.ย. 55 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว. พาณิชย์ จะนัดหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ถึงการจัดทาแผนกระตุ้นการส่งออกให้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากการส่งออกในช่วง 4 เดือนตั้งแต่ ม.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา ต้องติดลบ 3.86% อีกทั้งยังเผชิญผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจจากสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ ทั้งนี้จึงต้องเร่งจัดทามาตรการทั้งเชิงรุก เชิงรับ เพื่อผลักดันการส่งออกไทยในปีนี้ให้ขยายตัวตามเปูาหมาย 15% มูลค่า 2.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลกระทบจากอียูไม่ใช่ทาให้การส่งออกยุโรปชะลอตัวอย่างเดียว แต่ยังกระทบทางอ้อมให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยุโรป เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะหากประเทศเหล่านี้ส่งออกน้อยลง ก็จะนาเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่าง ๆ จากไทยลดลงตาม ขณะที่ตลาดสหรัฐ ปัจจุบัน ยังมีปัญหาการว่างงานเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี การบริโภคยังชะลอตัวลง การประชุมจะหารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อมาประเมินกันว่า หากจะผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเปูาหมาย 15% จะต้องมีมาตรการอะไรเป็นพิเศษ และอยากให้รัฐช่วยเหลืออะไร ทั้งมาตรการที่จะต้องทาทันที และมาตรการระยะกลาง ระยะยาว โดยเชื่อว่าแนวโน้มการส่งออกนับจากเดือน พ.ค. จะขยายตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้าท่วม เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟูา และอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มกลับมาผลิตและส่งออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย. 55 และหากการส่งออกกลับมาทาได้เต็มที่ จะทาให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ 15% ตามเปูา เพราะทั้ง 3 กลุ่ม มีสัดส่วนการส่งออกเกือบ 38% นอกจากนี้ยังมีข้าว ไก่ และอาหาร ที่จะขยายตัวได้สูง โดยเฉพาะข้าว ครึ่งปีหลังน่าจะส่งออกได้มากขึ้น ขณะที่ไก่จะส่งออกไปยุโรปได้เพิ่มหลังจากถูกยกเลิกห้ามส่งออก แผนการผลักดันการส่งออกเพื่อแก้วิกฤติครั้งนี้ กรมฯ มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปตลาดอาเซียน จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยตลาดอาเซียนจะเร่งให้ข้อมูลการค้า การลงทุนเชิงลึกด้านตลาด สินค้าแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการผลักดันการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าไทยว่าเป็นสินค้าคุณภาพ และเร่งผลักดันการสร้างแบรนด์ให้คู่ค้ารับซื้อ ส่วนตลาดจีนจะเร่งประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยให้เจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้สูง และระดับปานกลางให้มากขึ้น เพราะคนเหล่านี้มีกาลังซื้อสูงและต้องการใช้สินค้านาเข้า โดยมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ไทย โปรดักส์ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าดี มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก และเพิ่มกิจกรรมทาการตลาด ตลอดจนเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจัดคณะผู้แทนการค้า และการประชาสัมพันธ์เฉพาะสินค้า เช่น อาหาร ขณะที่ตลาดอินเดีย จะมุ่งเน้นการเจาะตลาดสินค้าของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากอินเดียมีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างมาก รวมถึงสินค้าอาหาร ที่คนอินเดียเริ่มนิยมเพิ่มมากขึ้น และจะขยายไปสู่ตลาดสินค้าพร้อมรับประทาน และอาหารมังสวิรัติ สาหรับตลาดตะวันออกลาง แม้อิหร่านจะถูกคว่าบาตรจากชาติตะวันตก แต่ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ยังมีกาลังซื้อสูง ซึ่งจะเน้นเจาะตลาดสินค้ากลุ่มอาหาร ก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟูา อิเล็กทรอนิกส์ และจัดคณะผู้แทนการค้าไปพบผู้นาเข้าโดยตรง ขณะที่ตลาดแอฟริกาใต้ เป็นอีกตลาดที่มีโอกาสในการส่งออกสูง (เดลินิวส์)

3. อาเซียน Business Forum: AEC & TPP (โดยบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธานคณะกรรมการประเด็นทางการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย) ตลาดสหรัฐยังเป็นตลาดที่มีความสาคัญสาหรับไทย ที่อาศัยการส่งออกเป็นหลัก ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา ไทยไม่มีการเจริญเติบโตในการส่งออกไปสหรัฐมากเท่ากับประเทศเวียดนาม และไทยส่งออกไปสหรัฐน้อยกว่ามาเลเซียทุกปี เศรษฐกิจ สหรัฐประสบปัญหามาตั้งแต่ปี 2008 แต่การนาเข้าในแต่ละเดือนก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ทาให้พอสรุปได้ว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐนับวันมีแต่จะลดลง ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงน่าจะพิจารณาการเข้าร่วมเป็นภาคีในกลุ่มทรานส์ แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ชิพ (TPP) หรือเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกโดยเร็ว เพื่อดารงความสามารถในการแข่งขันใน ตลาดสหรัฐ เพราะมิเช่นนั้น ทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้ไข แม้ไทยจะมีการรวมกลุ่มไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็ตามซึ่งยังไม่พอ แต่หากว่าไทยคิดจะเข้าร่วม TPP ก็ยังจะมีปัจจัยที่จะต้องทาก่อน เนื่องจากเงื่อนไขการเข้าร่วม ได้แก่ การที่ประเทศ 9 ประเทศเดิมต้องยินยอม ใน 9 ประเทศนี้ที่น่าจะเป็นอุปสรรค ก็คือ ประเทศสหรัฐ เพราะหอการค้าสหรัฐในไทย ได้แสดงเจตจานงที่จะคัดค้านการเข้าร่วมของไทย เนื่องจากเห็นว่าไทยต้องแก้ไขกฎหมายศุลกากรเสียก่อน ทั้งนี้ นักธุรกิจสหรัฐที่มาทาธุรกิจในไทยได้รับบทเรียนจากกฎหมายศุลกากรไทย ด้วยราคาแพง และเห็นว่า ประเด็นที่ไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้แก่การแก้ไขบทลงโทษกรณีแจ้งพิกัดผิด หรือกระทาความผิดอื่นใดโดยไม่เจตนา กฎหมายศุลกากรไทยกาหนดโทษปรับสี่เท่าของราคาสินค้าบวกภาษี ดังนั้น หากสินค้าที่นาเข้าราคา 100 ล้านบาท ภาษี 20 ล้านบาท แต่หากแจ้งผิดเสียภาษีเพียง 10 ล้านบาท อาจทาให้ผู้กระทาผิดต้องถูกปรับ 480 ล้านบาท โดยเงินจานวนนี้จะนามาแบ่งกันให้ข้าราชการกรมศุลกากรดังนี้ คือ กรณีลักลอบ หลีกเลี่ยง หรือนาเข้าของ ต้องห้ามต้องกาจัด จ่ายเงินสินบนร้อยละ 30 รางวัลร้อยละ 25 รวมร้อยละ 55 - กรณีไม่มีผู้แจ้งความนาจับ จ่ายรางวัลร้อยละ 30 - ผู้แจ้งความเป็นเจ้าหน้าที่ก็ได้ เพียงต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง - ผู้ร่วมวางแผนจับกุมได้รางวัลด้วย - ผู้ช่วยหลังการจับกุมได้รางวัลด้วย - ต้องจับหลังการตรวจปล่อยจึงได้รางวัล(ปล่อยก่อนแล้วจึงจับ) - 1/3 ของเงินรางวัลเป็นของผู้จับกุม - 2/3 แบ่งตามส่วน อธิบดี 12 ส่วน รองอธิบดี 11 ส่วน ผอ.สานัก 10 ส่วน หัวหน้าส่วน 9 ส่วน ฯลฯ การแบ่งรางวัลลักษณะนี้ ทาให้นักธุรกิจสหรัฐ เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจมีเจตนาทุจริต ปล่อยให้การกระทาผิดโดยไม่เจตนาเกิดขึ้น เพื่อนามาเป็นเหตุผลในการตามไปจับในภายหลัง เป็นการปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน และหาประโยชน์ให้ผู้บังคับบัญชาให้ได้รางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทองอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเป็นปัจจัยในการสร้างความเสน่หาให้กับตนเอง เพื่อให้ได้การเลื่อนขั้น เลื่อนตาแหน่ง แต่กลับสร้างความไม่เป็นธรรมกับนักธุรกิจ มีกรณีหนึ่งนักธุรกิจสหรัฐถูกทาโทษหลังจากนาสินค้านั้นเข้ามาแล้ว 7 ปี จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ก็จะถูกปรับสี่เท่าของราคาสินค้าบวกภาษี และยังอาจถูกศาลตัดสินจาคุก อีกด้วย เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมาก และยังทาให้เห็นว่าการเสนอรางวัลให้เจ้าหน้าที่ทาให้เกิดแรงจูงใจให้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายศุลกากรที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลจึงควรพิจารณาเรื่องนี้โดยด่วน สร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรมให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่คิดว่าตนถูกรังแก นักลงทุนเหล่านี้มักบอกกันต่อๆ ไป ทาให้ประเทศไทยไม่เป็นที่น่าลงทุนในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุนจากสหรัฐ ยุโรป และออสเตรเลีย ส่วนนักลงทุนญี่ปุุน นักธุรกิจสหรัฐ เห็นว่ามักจะมีพลังต่อรองสูง เนื่องจากรัฐบาลไทยมีความเกรงใจเป็นพิเศษ เกิดการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่มักมีขบวนการผลิตในหลายๆ ประเทศที่ผลิตส่วนประกอบของสินค้า แล้วมารวมกันเป็นสินค้าสาเร็จรูปในอีกประเทศหนึ่ง (offshoring) หากมีกรณีที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ การทาให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในขบวนการผลิตในห่วงโซ่อุปทาน (global supply chain) ของบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ก็จะทาได้ยากในอนาคต ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทย ควรมีกฎระเบียบ ในเรื่องนี้ให้ถูกต้องโปร่งใสเหมือนอย่างในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย (กรุงเทพธุรกิจ)

4. พัฒนาแรงงานรับ AEC เร่งปิดจุดอ่อน'ภาษา-ไอที' (โดยทนงศักดิ์ หมื่นหนู) การเตรียมความพร้อมสาหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยเฉพาะประเด็นการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามอง เนื่องจากมีบทบาททั้งในแง่ของการเป็นประเทศที่นาเข้าแรงงานจานวนมาก ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่ส่งออกแรงงานไปทางานต่างประเทศจานวนมากด้วยเช่นกัน จึงไม่แปลกที่ประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียมองไทยเป็นเปูาหมายของแหล่งชอปปิงแรงงานฝีมือราคาถูก สอดคล้องกับข้อมูลของฝุายวิจัยธุรกิจธนาคารเพื่อการส่งออกและนาเข้าแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่าอาจทาให้แรงงานฝีมือในอาเซียนย้ายจากประเทศที่มีค่าตอบแทนต่า (ประเทศในแถบอินโดจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงไทย) ไปยังประเทศที่มีค่าแรงสูงกว่า และมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย อาทิ สิงคโปร์และมาเลเซีย ทั้งนี้ หากมองถึงการเตรียมความพร้อมของกระทรวงแรงงาน ซึ่งดูแลรับผิดชอบแรงงานทั้งระบบนั้น นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) ในฐานะประธานคณะทางานศึกษาการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กล่าวว่า ขณะนี้คณะทางานฯ กาลังจัดทาร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาแรงงานเพื่อรองรับเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือย่างเสรี ระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ ร่างแผนดังกล่าวเน้นใน 2 เรื่องหลักคือ การจัดทามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติและการพัฒนาแรงงานในด้านต่างๆ เช่น ทักษะฝีมือ ภาษา วัฒนธรรมและไอที อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า แรงงานไทยมีทักษะฝีมือที่ดีในเกือบทุกสาขา แต่มีจุดอ่อนในเรื่องทักษะภาษาต่างประเทศทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาในประเทศอาเซียน และด้านไอที กระทรวงแรงงานจะร่วมมือกับองค์กรเอกชน สถานประกอบการ สมาคมวิชาชีพด้านภาษาและไอทีเพื่อร่วมกันพัฒนาทักษะทั้งสองด้านนี้ให้แก่แรงงานไทย โดยเฉพาะทักษะภาษาต่างประเทศ จะต้องดาเนินการพัฒนาอย่างเข้มข้น เพื่อที่แรงงานไทยในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ จะได้ไม่ถูกแรงงานในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนเข้ามาแย่งอาชีพในไทย เพราะแม้แรงงานไทยจะมีอุปนิสัยและพฤติกรรมด้านบริการที่ดี เป็นที่ยอมรับทั้งของลูกค้าและผู้ประกอบการก็ตาม แต่หากไม่สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษได้ ผู้ประกอบการก็ย่อมเลือกที่จะจ้างแรงงานประเทศอื่นๆ ในอาเซียนซึ่งมีทักษะภาษาต่างประเทศดีกว่าแรงงานไทย นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้จ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาวิจัยถึงผลกระทบด้านแรงงานที่จะเกิดขึ้นหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อจะได้รู้ถึงผลกระทบ รวมถึงจุดอ่อนและจุดแข็งด้านแรงงานของแต่ละประเทศ คาดว่าผลวิจัยนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้ โดยคณะทางานฯ จะนาข้อมูลจากการวิจัยนี้มาประกอบการจัดทาแผนฯ ก่อนจะเชิญฝุายต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการ นักวิชาการมาร่วมวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะ จากนั้นจึงค่อยเสนอต่อนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงานต่อไป พร้อมกันนี้ ได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เร่งดาเนินการใน 2 เรื่องหลักได้แก่ เรื่องแรกการจัดทามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในสาขาอาชีพต่างๆ ให้ได้มากที่สุดภายใน 3 ปีนี้ ขณะนี้จัดทามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติไปแล้ว 214 สาขาอาชีพ และในจานวนนี้ประกาศใช้แล้ว 22 สาขาอาชีพ เพื่อยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานไทย และ ใช้คัดกรองแรงงานฝีมือจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่จะเข้ามาทางานในไทย เนื่องจากเมื่อเปิดเออีซีในปี พ.ศ. 2558 จะมีการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มันต้องมีหลักเกณฑ์ที่เป็นตัวยึด เพราะถ้าไม่มีแล้วมาเคลมว่าตัวเองมีฝีมือแล้วจะเข้ามาทางานได้โดยสะดวกนั้นมันก็เกินไป เพราะจะทาให้ได้แรงงานไม่ได้มาตรฐาน แต่ถ้าเราจะเข้มงวดเหมือนกับของ 7 สาขาอาชีพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ สถาปนิก ซึ่งแม้เขาจะตกลงกันได้ แต่การเข้าไปทางานในแต่ละประเทศ ก็ยังต้องมีการสอบใบประกอบวิชาชีพด้วย หากมีคุณสมบัติครบก็เข้ามาได้ แต่จะทางานได้หรือไม่ ก็ต้องมาสอบใบวิชาชีพก่อน แต่ถ้าเป็นวิชาชีพอื่นที่ไม่มีใบวิชาชีพ เช่น ช่างเชื่อม ถ้าเปิดเสรี ใครก็เข้ามาทาได้ ก็น่าเป็นห่วง อาชีพช่างฝีมือต่างๆ ในไทยที่มีอยู่หลายร้อยอาชีพไม่ได้มีใบประกอบวิชาชีพเหมือน 7 สาขาอาชีพ จึงจะต้องเร่งจัดทามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในสาขาอาชีพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นตัวคัดกรองแทนใบวิชาชีพ เพื่อไม่ให้แรงงานอาเซียนเข้ามาไทยโดยไม่มีการคัดกรอง ทาให้แรงงานที่เข้ามาไม่มีมาตรฐาน ทั้งนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ การมีมาตรฐานกลางฝีมือแรงงานอาเซียนเพราะทาให้แรงงานฝีมือเคลื่อนย้ายไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้โดยไม่ต้องห่วงทักษะฝีมือไม่ได้มาตรฐาน ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน มีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดทามาตรฐานกลางฝีมือแรงงานอาเซียน โดยเมื่อเร็วๆ นี้นายเผดิมชัยได้นาเรื่องนี้ไปเสนอในการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนที่ประเทศกัมพูชา แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะให้ไทยเป็นเจ้าภาพหรือไม่ จะต้องหารือกันอีกครั้ง โดย กพร.จะเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย ไทยจาเป็นต้องหาพันธมิตร หากต้องการที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดทามาตรฐานกลางฝีมือแรงงานอาเซียน ซึ่งที่เรามองไว้คือ 3 ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง พม่า กัมพูชา และลาว ที่มีสัมพันธภาพที่ดีในเรื่องของการช่วยเหลือด้านแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้มีการจัดอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับประเทศเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ทาให้การกาหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานของทั้ง 3 ประเทศใกล้เคียงกับไทย ซึ่งเราก็อยากได้แรงสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ขณะเดียวกันระดับสมาคมวิชาชีพต่างๆ ของไทย ภาคเอกชนจะต้องช่วยสร้างเครือข่ายกับสมาคมวิชาชีพเดียวกันในประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของไทย ซึ่งภาคเอกชนมีบทบาทสาคัญ เพราะจะเป็นผู้จัดทารายละเอียด ร่างมาตรฐานกลางฝีมือแรงงานอาเซียน ในสาขาอาชีพต่างๆ ได้ดีที่สุด ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ได้ให้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาแรงงานไทยที่มีกว่า 38 ล้านคนทั้งด้านทักษะฝีมือ ภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียน วัฒนธรรมและไอทีโดยร่วมกับหน่วยงานเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมวิชาชีพต่างๆ ทั้งนี้ จากการหารือกันเมื่อเร็วๆ นี้ ภาคเอกชนได้เสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาแรงงานกว่า 100 หลักสูตรคาดว่ามีกลุ่มเปูาหมาย 1-2 แสนคน จะนาข้อมูลเหล่านี้ไปหารือกับนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ เพื่อของบกลางมาดาเนินการ (กรุงเทพธุรกิจ)

5. จี้เกษตรกรไทยรับมือเปิด"อาเซียน" นายอภิชาต จงสกุล เสขาธิการสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงความพร้อมในการเตรียมรับมือเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ว่า ในภาคเกษตรนับว่าได้เปิดเสรีการค้ามาแล้วตั้งแต่ปี 2553 โดยให้สินค้าเกษตรของ 6 ประเทศในอาเซียนมีภาษีเป็น 0% ฉะนั้นยังเหลืออีก 4 ประเทศ คือเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ที่จะปรับภาษีให้เป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งแต่ละประเทศก็มีสินค้าเกษตรบางตัวที่อ่อนไหว เช่น ไทยมีกาแฟ มันฝรั่ง ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง ส่วน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มีสินค้าที่จะต้องตกลงเรื่องการลดภาษี คือสินค้าข้าว ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีอยู่ที่ 20-40% ดังนั้น เพื่อให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นาอาเซียนทั้ง การผลิต การตลาด เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและก้าวไปถึงเอเชียใน อนาคต ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาด้านแรงงานซึ่งไทยต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพ อีกทั้งการที่พม่าเตรียมเปิดประเทศอาจเกิดขาดแคลน แรงงาน ซึ่งต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทดแทนแรงงานเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ยังมั่นใจว่า ไทยจะแข่งขันกับนานาชาติได้ เนื่องจากมีสินค้าหลากหลาย และไทยได้เปรียบดุลการค้ากว่า 2 แสนล้านบาท หลังการเปิดอาฟตาซึ่งทาให้ไทยกลายเป็นผู้นาด้านสินค้าเกษตร อีกทั้งมาตรการดูแลด้านความปลอดภัยในการผลิตสินค้าเกษตร ไทยก็มีความพร้อมมีกฎหมายควบคุมดูแลทั้งด้านพืช สัตว์ และประมง อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่ไทยต้องเตรียมรับคือการที่ไทยมีสินค้าหลากหลายอาจทาให้การดูแลไม่ทั่วถึง และคนไทยยังมีปัญหาด้านการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารซึ่งจาเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างเร่งด่วน (คม ชัด ลึก)

6. เตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในการประชุมการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 ด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ หอการค้า สภาอุตสาหกรรมในภาคเหนือ 17 จังหวัด เข้าร่วมกว่า 80 คน ที่โรงแรมดุสิต ไฮส์แลนด์ รีสอร์ท จ.เชียงราย ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมของสินค้าไทยที่จะส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และปูองกันการละเมิด และลอกเลียนแบบของสินค้าในประเภทต่าง ๆ ผู้ประกอบการต้องทราบถึงความสาคัญของทรัพย์สินทางปัญญาที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และต้องมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและออกแบบอุตสาหกรรมก่อนการส่งออก เพื่อปูองกันการลอกเลียนแบบ และละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งในการส่งออกสินค้าไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดตั้งคณะทางานด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนและได้ทาแผนการปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาในช่วงปี 2554-2558 ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการสนับสนุนและการรองรับการเข้าเป็น ประชาคมของอาเซียน เช่น การจัดทาเว็บไซต์อาเซียน เพื่อให้ข้อมูลเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่สาคัญ การเตรียมการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สาคัญด้วย (เดลินิวส์)

7. สอบฐานะก่อนปรับออเดอร์ ผู้ส่งออกวิตกวิกฤติศก.ยุโรป-ส่งออก 10 กลุ่ม 4 เดือน'ติดลบหนัก' ส.อ.ท. เผย 10 กลุ่มสินค้าส่งออก 4 เดือนแรกปีนี้ติดลบหนัก หลังจากสหภาพยุโรปเผชิญวิกฤติหนี้-เศรษฐกิจ ผู้ส่งออกชี้ได้รับสัญญาณร้ายมาตั้งแต่ต้นปี ตั้งเงื่อนไขขอมัดจาล่วงหน้า 30% ต้องจ่ายค่าสินค้าก่อนส่งมอบ เหตุไม่มั่นใจฐานะการเงินผู้นาเข้า ขณะที่บางกลุ่มเร่งซื้อประกันความเสี่ยงสินเชื่อการค้า ตรวจสอบฐานะการเงินผู้นาเข้าทุกๆ 6 เดือน ลดความเสี่ยง คาดอียูใช้เวลาแก้ปัญหาไม่ต่ากว่า 3 ปี จากวิกฤติเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (อียู) ส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอียูหลายรายการชะลอตัวลงชัดเจนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ โดยปัญหาของอียูที่ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นและมีแนวโน้มที่จะใช้เวลานานในการคลี่คลายวิกฤติการเงินครั้งนี้ ทาให้ผู้ส่งออกไทยหลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. ได้ประเมินผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (อียู) ต่อการส่งออกไทยพบส่งตลาดอียูยังเป็นตลาดสาคัญของไทย ซึ่งสัดส่วนการส่งออกของไทยไปอียู อยู่ที่ 10.6% ถือว่ายังต้องให้ความสาคัญ เพราะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ การส่งออกไทยไปอียูไตรมาสแรกปี 2555 เจอกับปัญหาความต้องการสินค้าหดตัวลง จากการว่างงานและสภาพตลาดหดตัว ส่งผลให้การส่งออกไปอี ยูไตรมาสแรกปีนี้ ติดลบถึง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทาให้กระทรวงพาณิชย์ต้องลดเปูาการส่งออกจากที่เคยตั้งเปูาไว้ขยายตัว 10% เหลือ 5% อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ได้ติดตามการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาเศรษฐกิจอียูพบว่า มีสินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งออกลดลงมากในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ มีถึง 10 รายการ ประกอบด้วย 1.อัญมณีและเครื่องประดับส่งออกมูลค่า 5,575 ล้านดอลลาร์ ลดลง 25% 2.รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ส่งออก มูลค่า 1,434 ล้านบาท ลดลง 26% 3.เครื่องใช้ไฟฟูาและส่วนประกอบส่งออกมูลค่า 892 ล้านดอลลาร์ ลดลง 13% 4.เครื่องนุ่งห่มส่งออกมูลค่า 999 ล้านดอลลาร์ ลดลง 17% 5.เครื่องรับวิทยุและชิ้นส่วนส่งออกมูลค่า 695 ล้านดอลลาร์ ลดลง 35% 6.เม็ดพลาสติกส่งออกมูลค่า 385 ล้านดอลลาร์ ลดลง 11% 7.เลนส์ส่งออกมูลค่า 501 ล้านดอลลาร์ ลดลง 47% 8.รองเท้าและชิ้นส่วนส่งออกมูลค่า 371 ล้านดอลลาร์ ลดลง 40% 9.หม้อแปลงไฟฟูาส่งออกมูลค่า 223 ล้านดอลลาร์ ลดลง 24% 10.ก๊อก วาล์ว และส่วนประกอบส่งออกมูลค่า 205 ล้านดอลลาร์ ลดลง 22% สินค้าทั้ง 10 รายการที่ส่งออกลดลงบางส่วน เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้าท่วมเมื่อปี 2554 เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟูาและชิ้นส่วน แต่มีสินค้าหลายกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้า แต่การส่งออกไปอียูลดลงแสดงให้เห็นว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจอียูชัดเจน ผลกระทบจากการส่งออกไปอียูที่ถดถอย ได้ส่งผลต่อการส่งออกรวมของไทยที่ประเมินว่าจะขยายตัว 15% มูลค่า 263,150 ล้านดอลลาร์นั้น จากการประเมิน 4 เดือนแรก ขยายตัวเพียง 3.8% คิดเป็นมูลค่า 71,561 ล้านดอลลาร์ หากอัตราการขยายตัวการส่งออกรวมอยู่ระดับนี้ น่าเป็นห่วงที่การส่งออกไทยปี 2555 ที่อาจขยายตัวได้เพียง 6-7% ถ้าประเมินแบบบวกอาจขยายตัวได้ 11.7% แต่การที่จะรักษาเปูาหมายการส่งออกรวมให้ได้ 15% เป็นเรื่องท้าทาย กระทรวงพาณิชย์ ต้องติดตามตลาดหลักของไทยว่า ยังขยายตัวได้ดีหรือไม่ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ เนื่องจากช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้พบ ตลาดอาเซียนและจีนที่เป็นตลาดหลักขยายตัวไม่ดี โดยตลาดอาเซียนขยายตัว 8.6% จีนขยายตัว 4.9% จากเปูาหมายที่คาดว่าทั้ง 2 ตลาดจะขยายตัวได้ถึง 20% หากตลาดอื่นๆ ชะลอตัวตามตลาดอียู ก็จะทาให้การส่งออกรวมไม่เป็นไปตามเปูาหมาย ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ มองว่า ไม่น่ามีปัญหาต่อการส่งออกมากนัก แต่ภาคเอกชนเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ควรมีแผนการรับมือที่ชัดเจนในการขยายตลาดใหม่ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจอียูอาจต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปี เพราะซับซ้อนกว่าปัญหาสหรัฐ ซึ่งสหรัฐมีเอกภาพในการแก้ปัญหามากกว่า ขณะที่อียูมีปัญหาโครงสร้างการรวมกลุ่มของเขตเศรษฐกิจที่ต่างกัน แต่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก เงินยูโรเป็นสกุลหลักของโลกทาให้หน่วยงานรัฐต้องมีแผนรองรับ ถ้าปัญหากรีซลามไปสเปนและอิตาลี ก็จะทาให้การแก้ปัญหาของอียูยากขึ้น จะเห็นได้ว่าจีดีพีของอิตาลีไตรมาสแรกปีนี้ ติดลบ 0.8% ส่วนการเติบโตเฉลี่ยของอียูเท่ากับศูนย์ทาให้ประเทศในอียูทั้ง 17 ประเทศเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่าปัญหาเศรษฐกิจอียูที่เกิดขึ้น สมาคมฯได้ขอให้สมาชิกระมัดระวังการทาการค้ามากขึ้น การส่งออกไปอียูและสหรัฐ จะทาการค้าแบบโอเพ่น แอคเคาท์ กัน มากกว่าการเปิดแอลซี ซึ่ง โอเพ่น แอคเคาท์ จะเรียกชาระเงินหลังจากที่ส่งสินค้าไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเรียกเก็บที่ 30 วัน วิธีการนี้มีความเสี่ยงที่จะเรียกเก็บเงินไม่ได้หากผู้นาเข้าซึ่งมีปัญหาสภาพคล่อง ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้ขอให้สมาชิกทาประกันสินเชื่อทางการค้า จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนาเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ บริษัทประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงทางการค้าที่เกิดจากผู้ซื้อปฏิเสธการชาระเงินหรือผู้ซื้อล้มละลาย ถ้าผู้นาเข้าไม่จ่ายค่าสินค้าก็จะได้เงินประกันจาก ธสน.หรือบริษัทประกันภัย 85% ของมูลค่าสินค้า โดยเงินชดเชยที่เหลือผู้รับประกันจะฟูองร้องจากผู้นาเข้าและจะจ่ายให้เมื่อฟูองร้องเสร็จ แต่จะหักค่าใช้จ่ายในการฟูองร้องออก สมาคมฯเห็นว่าวิธีอย่างนี้ คุ้มค่า เพราะว่าเบี้ยประกันประมาณ 1% ของมูลค่าสินค้า ส่วนสมาชิกที่สงสัยฐานะทางการเงินให้ใช้บริการตรวจสอบฐานะทางการเงินของลูกค้า ซึ่ง ธสน.หรือบริษัทประกันภัยที่รับทาประกันสินเชื่อทางการค้า จะรับตรวจสอบฐานะทางการเงินให้ ซึ่งทาให้ผู้ส่งออกมั่นใจในการรับคาสั่งซื้อขึ้น และรู้ว่าฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร เคยมีการเบี้ยวหนี้หรือไม่และควรรับคาสั่งซื้อมูลค่าไม่เกินเท่าไร ที่ผ่านมาผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มบางรายมีการตรวจสอบทุก 6-12 เดือน หรือตรวจสอบเมื่อผู้นาเข้าจ่ายเงินช้าลงหรือสั่งซื้อสินค้าน้อยลงผิดปกติ มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ 1,000-4,000 บาทต่อรายการ ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออก นายธารง ธิติประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า ส.อ.ท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาการส่งออกรองเท้าไปอียูจะใช้วิธีการเปิดแอลซี แต่ผู้นาเข้ามีปัญหาเครดิตจึงเปิดแอลซีไม่ได้ เพราะผู้นาเข้าต้องมีวงเงินค้าประกันกับธนาคาร 100% เมื่อผู้นาเข้ามีปัญหาการเงินทาให้ผู้ส่งออกไม่มั่นใจที่จะรับคาสั่งซื้อ ต่อไปได้ใช้วิธีให้ผู้นาเข้าต้องจ่ายเงินมัดจาก่อน 30% แลกกับการรับคาสั่งซื้อ และต้องเก็บเงินทั้งหมดก่อนส่งมอบ โดยเฉพาะลูกค้าจากประเทศที่กาลังมีปัญหาเศรษฐกิจ เช่น สเปน ทั้งนี้ ผู้ส่งออกรองเท้าบางรายเริ่มเข้มงวดกับการรับคาสั่งซื้อจากอียูมาตั้งแต่ปี 2554 ที่หลายประเทศในอียูเริ่มมีปัญหา แต่ปัญหาขณะนี้ชัดเจนขึ้นทาให้ต้องระมัดระวังการรับคาสั่งซื้อ และมีผู้นาเข้าบางรายที่ขอต่อรอง แต่ก็ยืนยันให้ทาตามเงื่อนไขที่ผู้ส่งออกกาหนด ถ้าไม่ทาตามก็ไม่รับคาสั่งซื้อไม่ต้องการเสี่ยง ส่งออกได้น้อยดีกว่าเก็บเงินไม่ได้ โดยผู้นาเข้าอียูจะสั่งซื้อสินค้าจากไทยในรูปเงินดอลลาร์ และนาสินค้าไปขายในรูปเงินยูโร เมื่อค่าเงินยูโรมีความผันผวนมากจึงทาให้ผู้นาเข้าอียูมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และถ้ามีผู้นาเข้าขอให้ค้าขายในรูปเงินยูโรก็คงไม่รับ เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นสกุลที่ทาการค้าได้ทั่วโลก และธนาคารไทยบางแห่งไม่รับประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินยูโรหรือรับแต่มีค่าธรรมเนียมสูง นายสมชาย พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า ตลาดอียูและสหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในส่วนของตลาดอียูได้ส่งสัญญาณปัญหาเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทาให้การส่งออกต้นปีนี้ติดลบมาก คาสั่งซื้อที่ลดลงทาให้ผู้ส่งออกบางรายลดกาลังการผลิตเพื่อประคองธุรกิจ แต่ต้องอธิบายกับแรงงานว่าจาเป็นลดการทางานล่วงเวลา (โอที) ลง เพื่อให้แรงงานบางส่วนไปฝึกการผลิตสินค้าแบบใหม่ส่งออกตลาดอื่นแทน นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า วิกฤติยูโรจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไฟฟูา อิเล็กทรอนิกส์ ในระยะเวลาสั้น 2-3 เดือน เพราะไฟฟูาและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นปัจจัยสาคัญในการดารงชีวิต จะเห็นว่าวิกฤติต่างๆ ที่ผ่านมา อย่างซับไพร์มในสหรัฐ อุตสาหกรรมไฟฟูา อิเล็กทรอนิกส์ ได้รับผลกระทบไม่มาก สามารถผ่านปัญหาได้ ขณะที่ภาคการส่งออกของไฟฟูา อิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 6 เดือนแรกยังไม่ค่อยดีนัก ส่วนใหญ่เพิ่งฟื้นตัวจากน้าท่วม ขณะที่วิกฤติยูโรก็อาจจะเข้ามาส่งผลกระทบในระยะสั้นๆ คาดว่าช่วงไตรมาส 3 จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (กรุงเทพธุรกิจ)

 

Callcenter : 02-967-7014

showช่องทางการรับชมรายการจานดาวเทียม Thai-Com 5 ในระบบ C-band
  • Frequency : 3854 MHz
  • Symbol Rate : 6667 Msym/sec
  • FEC : ¾
  • Polarization : Vertical
showบริษัท กอฟ ทู โกลบอล จำกัด 410/110-111 รัชดาภิเษก 22 ถ.รัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310
  • โทรศัพท์ : 02-967-7017
  • Fax : 02-967-7016
  • Call Center : 02-967-7014