| นวัตกรรมเกษตร 52 สัปดาห์ |
|
|
|
| วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน 2011 เวลา 10:10 น. |
สารจากเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยของประเทศ โดยความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทางด้านการเกษตร ได้ตระหนักถึงเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีสถานะความเป็นอยู่ที่ยากจนพิจารณาเห็นว่าผลงานวิจัยทางด้านการเกษตรมีจำนวนมากและหลากหลาย ไม่สามารถถ่ายทอดและสื่อสารให้เกษตรกรเข้าใจและนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที จึงได้เกิดแนวคิดร่วมกันในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาร้อยเรียงและใช้ภาษาที่สื่อความหมายสู่เกษตรกรให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะทำให้ทราบถึงสถานะและช่องว่างของงานวิจัยที่ต้องเร่งดำ เนินการเพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ให้ครบถ้วน ซึ่งสอดคล้องและตอบรับนโยบายคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศ ในคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ วช.ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศของพืช 32 ชนิด 23 เทคโนโลยีซึ่งประกอบด้วย แผนการทำงาน 360 วัน และแผนการดำเนินงาน 52 สัปดาห์ ตามกลุ่มพืชของทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย วช. จึงเห็นควรถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวสู่เกษตรกร จึงดำเนินการจัดประชุมเสวนา เรื่อง “52 สัปดาห์ รู้แล้วรวยด้วยนวัตกรรมงานวิจัยเกษตรไทย” พร้อมจัดทำหนังสือประกอบการประชุมเสวนา ซึ่ง วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั้งนี้ วช. ขอขอบคุณ กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มอบข้อมูลเพื่อจัดทำหนังสือฉบับนี้ ซึ่งในอนาคต วช.จะดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและสังเคราะห์ข้อมูล โดยแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจัดร้อยเรียงข้อมูลให้เป็นรูปแบบและมาตรฐานเดียวกัน หากเนื้อหาในหนังสือประกอบการประชุมเสวนาฉบับนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด วช. ต้องขออภัย มา ณ ที่นี้ และโปรดแจ้งกลับมายัง วช.เพื่อจะได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ต่อไป นวัตกรรมเกษตร 52 สัปดาห์ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ด้านการผลิตสินค้าเกษตรมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในปัจจุบันยิ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในขณะที่ประเทศอื่นทั่วโลกกาลังประสบปัญหาการผลิตและได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เกิดแผ่นดินไหว หิมะตกหนัก แห้งแล้งหรือน้าท่วม จนพื้นที่การเพาะปลูกด้านการเกษตรเสียหาย แต่ประเทศไทยกลับไม่ได้ประสบปัญหาที่รุนแรงเช่นนั้นเลย สิ่งที่เกษตรกรไทยประสบปัญหากลับเป็นเรื่องที่ควรจะแก้ไขได้ หากแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร คือ ความเข้าใจต่อภูมิศาสตร์ของพื้นที่ สภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในแต่ละฤดูกาล ความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมในแต่ละช่วงเวลากับการเจริญเติบโตของพืช ผลกระทบของปริมาณฝน ความร้อนหนาวของอากาศ แสงแดด ที่มีต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต รวมทั้งการปรับตัวหรือการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโรคและแมลง เป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องติดตามให้ทันและยังมีความต้องการความรู้ในการทาความเข้าใจอีกมาก นวัตกรรมเกษตร 52 สัปดาห์ ถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมเด่นด้านการเกษตรของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2554 โดยหน่วยงานรัฐ องค์กรและสถาบันต่าง ๆ สนับสนุนให้นักวิจัย นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและคณาจารย์ได้กลั่นกรองประสบการณ์การทางานในพื้นที่จริง ซึ่งเกิดขึ้นจากการทางานในตลอดระยะเวลาคนละหลายสิบปี รวบรวมและร้อยเรียงผลงานวิจัยให้เป็นองค์ความรู้ เพื่อเป็นคู่มือสาหรับ เกษตรกรที่สามารถตอบสนองตามเวลาที่เกิดจริง (Real time) และสามารถปรับใช้ได้ในแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดของประเทศไทยที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกัน เพื่อยกระดับความรู้ของเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสามารถส่งขายไปได้ทั่วโลก และหวังว่าจะเป็นก้าวสาคัญของการยกระดับรายได้ของเกษตรกรไปสู่ผู้ที่ควรจะมีฐานะที่ดีขึ้น ในประเทศที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้ออานวยเฉกเช่นประเทศไทยของเรา หลักการและเหตุผลสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยของประเทศโดยความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทางด้านการเกษตร ได้ตระหนักถึงเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีสถานะความเป็นอยู่ที่ยากจน พิจารณาเห็นว่าผลงานวิจัยทางด้านการเกษตรมีจำนวนมากและหลากหลาย ไม่สามารถถ่ายทอดและสื่อสารให้เกษตรกรเข้าใจและนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที จึงได้เกิดแนวคิดร่วมกันในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาร้อยเรียงและใช้ภาษาที่สื่อความหมายสู่เกษตรกรให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะทำให้ทราบถึงสถานะและช่องว่างของงานวิจัยที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ให้ครบถ้วน ทั้งนี้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 2 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 5 การปฏิรูประบบวิจัยของประเทศ เพื่อการบริหารจัดการความรู้ ผลงานวิจัย นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ทรัพยากร และภูมิปัญญาของประเทศสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสาธารณะ ด้วยยุทธวิธีที่เหมาะสม ที่เข้าถึงประชาชนและประชาสังคมอย่างแพร่หลาย ซึ่งสอดคล้องและตอบรับนโยบายคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศ |


















